ก่อนจะมีธนบัตร คนรวยวัดกันด้วยจำนวนวัว
เด็ก ๆ เคยคิดไหมครับว่า ก่อนจะมีธนบัตร ก่อนจะมีเหรียญ ก่อนจะมีธนาคาร และก่อนจะมีโทรศัพท์ให้โอนเงิน
คนรวยเขาวัดกันยังไง?
คำตอบอาจทำให้หลายคนแปลกใจเพราะเมื่อหลายพันปีก่อนในหลายพื้นที่ของโลกคนรวยวัดกันด้วย…“จำนวนวัวในคอก” ใช่แล้วครับ ถ้าครอบครัวหนึ่งมีวัว 2 ตัว แต่อีกครอบครัวมีวัว 200 ตัว ทุกคนก็รู้ทันทีว่าใครเป็นเศรษฐี เพราะวัวในสมัยนั้นไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง วัวให้นมได้ ช่วยทำงานในไร่นาได้ ให้มูลสำหรับทำปุ๋ยได้ และที่สำคัญที่สุด วัวออกลูกได้ ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณมีข้าวสาร 10 กระสอบ อีก 1 ปีผ่านไป คุณก็ยังมีข้าวสาร 10 กระสอบ แต่ถ้าคุณมีแม่วัว 10 ตัว อีกไม่กี่ปีก็อาจมีลูกวัวเพิ่มขึ้น กลายเป็น 20 ตัว 30 ตัว หรือมากกว่านั้น วัวจึงเปรียบเหมือนบัญชีเงินฝากที่มีชีวิตและสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองด้วยเหตุนี้ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลกคนใช้วัวแลกเปลี่ยนสินค้า ใช้วัวเป็นสินสอดในการแต่งงาน และใช้วัวเป็นเครื่องวัดความมั่งคั่งของครอบครัว
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการเงินหลายคำมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า“pecus” ซึ่งแปลว่า “ฝูงวัว” นั่นหมายความว่าเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ผู้คนมองคำว่า “ทรัพย์สิน” กับคำว่า “ฝูงวัว” เป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกันมาก จนร่องรอยของวัวยังคงอยู่ในภาษาที่เราใช้มาถึงทุกวันนี้ แต่แล้วเด็ก ๆ รู้ไหมครับ ถ้าวัวมีค่าขนาดนั้น ทำไมทุกวันนี้เราไม่ใช้วัวแทนเงิน?
คำตอบง่ายมากครับเพราะวัวพกใส่กระเป๋าไม่ได้ แบ่งครึ่งลำบาก ต้องให้อาหารทุกวันและยังป่วยได้อีกด้วย
มนุษย์จึงค่อย ๆ เปลี่ยนมาใช้ทองคำ ใช้เหรียญ ใช้ธนบัตร และในปัจจุบัน หลายครั้งเงินก็เป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์
แต่ไม่ว่าจะเป็นวัว ทองคำ เหรียญ หรือธนบัตร สิ่งหนึ่งไม่เคยเปลี่ยนเลย นั่นคือ มนุษย์กำลังมองหาวิธีเก็บรักษา “คุณค่า” ไว้ใช้ในอนาคตและถ้าลองคิดดูดี ๆ หากวันหนึ่งเงินทั้งหมดบนโลกหายไป ธนาคารปิด ATM ใช้ไม่ได้ โทรศัพท์โอนเงินไม่ได้ อะไรยังคงมีค่าอยู่? วัวยังให้นมได้ ไก่ยังออกไข่ได้ ต้นไม้ยังออกผลได้ และอาหารยังคงช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้
เพราะฉะนั้นก่อนที่มนุษย์จะรู้จักเงิน สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกอาจไม่ใช่เหรียญทองหรือกระดาษธนบัตร แต่อาจเป็นสิ่งที่สร้างอาหารและช่วยให้ผู้คนมีชีวิตอยู่ได้ ทุกวันนี้เราเก็บความมั่งคั่งไว้ในธนาคาร แต่บรรพบุรุษของเราเคยเก็บความม